[FIC][aph] อสงไขย [2/2]

posted on 22 Oct 2011 00:50 by arkarcilis27 in Fiction
ลิ้งค์ตอนแรกเจ้าค่ะ : [FIC][aph] อสงไขย [1/2]
.
.
.

ประตูห้องเปิดผางอย่างรวดเร็ว ร่างสูงก้าวยาวๆเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวเอกราช ดวงตาสีเข้มเต็มไปด้วยคำถามมากมาย หากทุกอย่างชะงักลงเมื่ออีกฝ่ายกล่าวคำทักทาย

                “สวัสดีครับคุณนภันต์”

                ‘คุณ’ หรือ?

                ตลกสิ้นดี!

                วันวาน…เรากับเจ้า คือคนสนิท

                วันนี้… คุณและผม เพียงคนรู้จัก

                แล้วอนาคตเล่า? จะเป็นเช่นไร? …คงเสมือนตายจากกันตลอดกาล

                ทั้งที่ห้องรับรองขนาดใหญ่นี้เปิดแอร์เย็นเฉียบถึงสิบเก้าองศา หากบรรยากาศกลับร้อนระอุ โดยเฉพาะดวงตาสีเข้มที่ยากเกินคาดเดาอารมณ์

                “ทำไม?” เสียงนั้นเค้นรอดไรฟัน “ทำไมถึงยอมเซ็นสัญญานรกนั่น ที่ตรงนั้น…รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นของใคร ทำไมถึงไม่สู้”

                “ผมคิดว่าเรื่องที่คุณกำลังพูด คือที่ดินบริเวณตะวันออกของประเทศไทยนะครับ ไม่ได้ติดชายแดนพม่าอย่างที่คุณนภันต์เข้าใจ”

                “เอกราช! นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น!”

                “พื้นที่ตรงนั้นไม่ใช่ของไทยอีกต่อไป พรุ่งนี้เราจะถอนกำลังออก”

                สุ้มเสียงเอกราชนิ่งเฉย ใบหน้าไร้อารมณ์ดุจหน้ากาก ร่างบางยืนขึ้นเต็มความสูง ก้มศีรษะเพียงเล็กน้อย

                “ขอตัวก่อนนะครับ”

                ฤๅเอกราชเมื่อวันวารได้ตายจากไป?

 

                สงครามระหว่างสองประเทศยุติลงในครึ่งเดือน พม่าถูกอังกฤษผนวกรวมเป็นหนึ่ง มัณฑะเลย์แตกพ่าย ทว่าสิ่งที่ตามมาคือเหล่าผู้กล้าที่ลุกขึ้นสู้เพื่อขับไล่ชาวตะวันตกให้พ้นไป ด้วยจิตวิญญาณของสามัญชนที่ต้องการปกป้องแผ่นดิน

               หลายเดือนที่ผ่านมานี้ นภันต์ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก อังกฤษหวาดระแวงเขาเกินกว่าจะปล่อยให้รอดสายตาได้ ภายใต้ท่าทางสงบนิ่งของชายหนุ่ม ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าร้อนรนดั่งไฟผลาญ

              เอกราชจะเป็นอย่างไรบ้าง?

             อาจตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันหรือเลวร้ายกว่า?

             นภันต์เฝ้าถามความเงียบงันวันแล้ววันเล่า แต่ไม่เคยได้รับคำตอบ กระทั่งเช้าวันนี้…

             “พี่ชายอังกฤษจ๊ะ ฉันเอาดอกมะลิมาฝากจ้ะ!!”

              เสียงนั่น?

              ชายหนุ่มเคลื่อนตัวไปยังหน้าต่าง ภาพที่เห็นคืออาเธอร์ เคิร์กแลนด์กำลังพูดคุยกับใครคนหนึ่ง ร่างบอบบางแลดูคุ้นตาอย่างน่าประหลาด

              เอกราช!

             ทำไมถึงรู้จักกับอาเธอร์? หรือว่าสยาม…!

             อาเธอร์เงยหน้ามองหน้าต่างบานใหญ่ แม้ไม่ใกล้มาก แต่ชัดเจนพอเห็นสีหน้าของนภันต์ เรียวปากได้รูปกระตุกรอยยิ้มเลศนัย มือเรียวจับไหล่เอกราชแล้วก้มลงกระซิบบางอย่าง อดีตโจรสลัดหัวเราะแผ่วเบายามเห็นสีหน้าของเชลยศักดิ์ ดวงตาคู่คมเป็นประกายวาวโรจน์น่ากลัว ก่อนเปลี่ยนเป็นความวิตกกังวล ห่วงหาอาทร

             ชายหนุ่มเคยหาจุดอ่อนของนภันต์ทุกวิถีทาง แต่ไม่เคยสักครั้งที่อีกฝ่ายแสดงสีหน้าทุรนทุรายหรือเคียดแค้น บางที คำตอบทั้งหมดอาจอยู่ที่เด็กหนุ่มตรงหน้า…

             เพียงคนเดียว…ที่ทำให้ภูผาสั่นคลอน

               

                “มีคนอยากเจอนาย”

                อาเธอร์ยืนพิงประตูไม้บานใหญ่ด้วยท่าทีสบายอกสบายใจ ถ้าเป็นยามปกติ นภันต์อาจมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย หากคราวนี้ไม่ใช่… แม้พยายามข่มอารมณ์เท่าไหร่ แต่แววตากลับฉายชัดถึงความร้อนใจ

                “สยามไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของใครทั้งนั้น”

                ชายชาวอังกฤษเอ่ยขึ้นลอยๆเมื่อนภันต์เดินผ่าน ร่างสูงชะงักเท้า มองหน้าอีกฝ่ายด้วยความสงสัย

                “เด็กคนนั้น…มาเจรจากับอังกฤษ เพราะต้องการคานอำนาจฝรั่งเศสที่ยึดดินแดนฝั่งแม่น้ำโขง” อาเธอร์กระตุกยิ้ม “ฉันตกลงช่วยเหลือเอกราช แต่แลกกับหัวเมืองมลายูทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องสัมปทานและสิทธิสภาพนอกอาณาเขต”

            เอกราช…ยอมเสียดินแดน?

                “ไม่ต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้น ถึงจะบอกว่าเหลือเชื่อ แต่ในภูมิภาคนี้…มีแค่สยามเท่านั้นที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นใคร ที่สำคัญอีกอย่าง…”

                ประโยคต่อมา อาเธอร์ลดเสียงจนเหลือเพียงกระซิบ ปลายลิ้นแตะริมฝีปากตนเองแผ่วเบา

                “ทั้งหวาน…ทั้งหอม”

                โครม!

                ประตูไม้บานใหญ่กระแทกปังด้วยแรงมือของคนตัวสูง อาเธอร์มองตามแผ่นหลังนั้นไป คิ้วหนาเลิกขึ้นอย่างแปลกใจระคนสะใจลึกๆ

            ขี้หึงเหมือนกันแฮะ…

                เขาบอกอะไรผิดไปหรือ? ทั้งหวาน…ทั้งหอมน่ะ…

                มันลอดช่องน้ำกะทิที่เอกราชเอามาฝาก

 

                ระยะทางจากห้องรับรองจนถึงถนนด้านนอกดูห่างไกลเป็นกิโลเมตร เอกราชก้มหน้าลง เร่งฝีเท้าเร็วขึ้นจนเกือบเป็นการวิ่งเหยาะๆมากกว่าเดิน ทว่าคนตามหลังมายังไม่ลดละความพยายาม ผู้คนนับสิบเริ่มหันมามองอย่างแปลกใจ

                “เอกราช!”

                เสียงเรียกดังก้องทั่วบริเวณ แต่เจ้าของชื่อกลับไม่รู้สึกรู้สา นภันต์ชะงักฝีเท้าเมื่อภาพเหตุการณ์ในอดีตทับซ้อนกันจนเหมือนการเล่นหนังย้อน

 

            “เอกราช! เจ้าจะเดินหนีเราทำไม!”

            “แค่แวะมาเยี่ยมเยียนประสาคนรู้จัก”

            “ตอบเรามาก่อน! เหตุใดเจ้าจึงยกดินแดนให้แก่พวกฝรั่ง ลืมศักดิ์ศรีแห่งสยามชาติไปหมดแล้วหรือ!”

            “เราไม่ได้ลืม…ศักดิ์ศรีแห่งสยามยังอยู่ครบ เราตายได้ แต่ประชาชนตายไม่ได้”

            “พวกเขาพร้อมจะสู้! เช่นเดียวกับที่เคยทำ”

            “แต่ครั้งนี้…เราไม่มีทางชนะ”

            “คนไร้ศักดิ์ศรีเท่านั้นที่พูดเช่นนี้”

            “ศักดิ์ศรีเราอยู่ที่ชาวสยาม หากเรายึดครองพื้นที่ทั้งหมดได้ แต่คนของเราต้องล้มเจ็บล้มตาย ลูกเล็กเด็กแดงต้องกำพร้า เสียงร่ำไห้กึกก้องทั่วแผ่นดิน เช่นนั้นแล้ว…จะชนะไปเพื่ออะไร สู้เสียส่วนน้อย เพื่อคนส่วนใหญ่มิดีกว่าหรือ ท่านจำได้ไหม? เราเคยลั่นวาจาไว้เช่นใด…เราบอกท่านว่าเราจักปกป้องชาวสยามแม้นสยามเหลือเพียงเถ้าธุลี ตอนนี้เรากำลังทำสิ่งนั้นอยู่ แม้ไม่ใช่การรบราฆ่าฟันก็ตาม!”

            “เจ้าไม่ใช่คนเดิมที่เคยรู้จัก”

            “เราไม่เคยเปลี่ยน…หัวใจเรา…เป็นเช่นวันวาน”

 

                แล้วปัจจุบันนี้ล่ะ…หัวใจเจ้ายังเป็นเช่นเดิมไหม? ฤๅเปลี่ยนไปนับแต่วันที่เราไม่พบกัน

                “เอกราช…”

                สุ้มเสียงที่เอื้อนเอ่ยอ่อนระโหย ท้อแท้ รวดร้าวจนคนฟังใจอ่อนยวบและเกือบหันกลับแล้ว หากไม่ใช่ประโยคคำถามถัดมากระตุ้นว่าต้องทำเช่นไร

                “…จำสัญญาในวันนั้นได้ไหม?”

               

                “ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่า…”

            เอกราชยืนตัวแข็งเมื่ออีกฝ่ายเอื้อมปลายนิ้วมาสัมผัสริมฝีปาก

            “ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เรื่องตลก…มีคนๆหนึ่งที่พิเศษกว่าคนอื่นที่ผ่านมา ยามใดหัวเราะ…เรามีความสุข ยามใดร้องไห้…หัวใจเราเจ็บปวด ทุกครั้งที่เกิดสงครามระหว่างสองดินแดน คนๆนั้นคือคนที่ควรเกลียด แต่กลับเกลียดไม่ลงสักครั้ง เราเฝ้าถามตนเองนับพันคำถาม พยายามถอยหนีจากมัน แต่ไม่สามารถทำได้…ความรู้สึกนี้ไม่ได้โลดโผน หากสงบเรียบง่ายเหมือนสายธาร เย็นยะเยือก ดับความร้อนรุ่มในใจ ทำให้เราไม่หวาดกลัวแม้ต้องเผชิญหน้ากับภยันตราย นี่ไม่ใช่การครอบครองแต่เป็นการเคียงข้าง”

            “ท่าน…”

            “ที่สำคัญ…มันไม่เคยเลือนหาย”

            “……”

            “และจะอยู