[FIC][aph] อสงไขย [1/2]

posted on 27 Aug 2011 21:57 by arkarcilis27 in Fiction
(ภาพข้างบนใส่ยันบล็อกไว้เฉยๆค่า โฟโต้ชอปมันหายไปไหนไม่รู้ TwT)
.
คำเตือน *ฟิคเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการนะคะ เอาความอาร์ตเข้าว่าล้วนๆ คือไม่อยากให้อ่านแล้วแบบว่าเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับความเห็นที่แสดงในเรื่องนะคะ ทั้งหมดในเรื่องเป็นแค่การสมมติให้สถานการณ์ลงตัวเท่านั้นค่ะ*
.
*ความจริงเรื่องนี้มันควรจะเป็นแอนโธค่ะ แต่ดูท่าทาง(ถอนใจเฮือกใหญ่) จะล่มค่ะ เพราะเราเองก็อ่านกฏหมายเยอะมากจนโงหัวไม่ขึ้น* (ร้องไห้งอแง) เลยเอามาลงค่ะ ไหนๆก็ตั้งใจเขียนขนาดนี้แล้ว (มั้งนะ)
.
*ฟิคนี้งงๆหน่อย เพราะคนแต่งก็เขียนตอนตัวเองวิญญาณหลุดไปสู่จักรวาลค่ะ เขียนไปร้องไห้ไปก็งี้ ฮา*
.
อ้อ... Paring หม่องxไทย นะเจ้าคะ ^^
title : อสงไขย
paring : หม่องxไทย
theme : ดราม่า น้ำเน่า
rate : PG
.
.
.

ท้องฟ้าเหนือนครหลวงแห่งประเทศพม่าถูกฉาบด้วยแสงสนธยาของอาทิตย์ยามเย็น แสงสีส้มสลับชมพู เหลือง และฟ้าถักตัวอยู่ทางด้านทิศตะวันตก งดงามราวงานศิลป์แห่งฤดูร้อน เจดีย์องค์ใหญ่ตั้งตระหง่านเบื้องหน้าทิ้งเงาดำพาดผ่านลงบนผืนดินแห่งนี้ ป่ารกชัฏขึ้นรายล้อมอาคารไม้หลังน้อย ชายฉกรรจ์สีผมแปลกตาเดินวนเวียนอยู่รอบพร้อมศาตราวุธในมือ บ่งบอกให้รู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลัง “เฝ้า” ใครอยู่

            ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งนั่งกอดอกพิงกำแพง ดวงตาคมดุจ้องมองออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอกผ่านซี่กรงทึบ มิได้เหม่อลอยอย่างที่ควรจะเป็น หัวสมองของชายหนุ่มกำลังครุ่นคิดและหาทางออกที่ดีที่สุด

            ...เขาถูกขังอยู่ในบ้านตนเองมาสามวันแล้ว... 

            ด้านนอกมีทหารของชาวอังกฤษเพ่นพ่านเต็มไปหมด สร้างความแตกตื่นให้แก่ประชาชน..เมื่อพวกเขาตกอยู่ในสภาพของเมืองขึ้น...ผู้แพ้สงคราม ทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งดำดิ่งลงเหว แย่เสียยิ่งกว่าการปราชัยให้แก่สยามประเทศ

            ใครเล่าไปนึก...การตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียว จะนำพาหายนะมาสู่ปวงชน

            ขนาดเขายังพ่ายเช่นนี้ แล้วใครอีกคนล่ะจะมีสภาพเป็นเช่นไร?

            การขยายอาณานิคมของชาวตะวันตกสร้างความตื่นกระหนกแก่พวกเขามหาศาล หลายคนพยายามต่อสู้กับฝรั่งพวกนั้น ...หากก็ไร้ผล เพื่อนบ้านเรือนเคียงเริ่มตกอยู่ในสภาพเชลย ทางเดียวที่จะรักษาแผ่นดินนี้ไว้ได้คือ “ยอม”

            “อีกสามวันจะมาฟังคำตอบ”

            ชายหนุ่มผมทองนามอาเธอร์ เคิร์กแลนด์ ทิ้งข้อความไว้เพียงเท่านั้นก่อนก้าวจากไป

            ประตูห้องปิดลงพร้อมกับ “อิสรภาพ”

            คำตอบน่ะ...ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงสามวันหรอก...

            ฝ่ายนั้นคงรู้ดีอยู่แล้วว่าเขาจะเลือกทางไหน...

 

            ‘อสงไขยเวลา ยาวนานเท่ากับจำนวนเม็ดฝนที่ตกทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลานานถึง 3 ปี’

            ‘………………..’

            ‘หากอสงไขยยังมีจุดสิ้นสุด’

            ‘………………….’

            ‘แตกต่างจากสักวัน… เพราะสักวันคือวันที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ไม่มีทางมาถึง และมิอาจเป็นจริงได้’

 

               “ต่อให้เราเลือกเกิดได้สักร้อยครั้ง… เราจะขอเกิดเป็นชาวสยามทุกชาติไป เพราะเราเกิดมาเพื่อสยาม สยามคือการมีอยู่ของเรา ให้ต้องเสียสละสิ่งใดก็ตาม สิ่งเดียวที่เรามิอาจทอดทิ้งได้ คือมาตุภูมิแห่งนี้”

                ประโยคนี้เคยมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวฝากไว้ในกาลเวลา ยุคที่สยามเป็นเพียงประเทศเล็กๆที่สงบสุข ผู้คนเต็มเปี่ยมด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ คนเฒ่าคนแก่เล่าขานตำนานเก่า มื้ออาหารรายล้อมด้วยสมาชิกในครอบครัว น้ำแกงสีจัดจ้าน ข้าวสวยหอมกรุ่น …วัดวาสลักลวดลายวิจิตรงดงาม พระพุทธรูปทองคำใบหน้าสงบนิ่ง อบอวลด้วยกลิ่นมะลิและเสียงสวดมนต์พลิ้วไหว

                หากเมื่อชาวตะวันคนแรกก้าวเข้ามา โลกสงบสุขเริ่มถูกทำลาย… เกิดการล่าอาณานิคม การแบ่งแยกชนชั้นและสีผิว การเอารัดเอาเปรียบของคนขาวเพื่อประโยชน์สูงสุดของตน ทรัพยากรธรรมชาติถูกล้างผลาญโดยเปล่าประโยชน์เพียงเพื่อกำไรสูงสุด ยุคหนึ่งที่ผู้คนพากันสรรเสริญ อดัม สมิธ และเก็บเรื่องธรรมชาติลงกรุ เสรีภาพ อิสรภาพ และประชาธิปไตยเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ชวนค้นหา และถูกเรียกร้องมากที่สุด …สงครามกองกำลังถูกพับใส่หีบ แทนที่ด้วยสงครามอุดมการณ์ ผลลัพธ์คือ ประชาธิปไตยครองโลก เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

                ควันบุหรี่สีขาวลอยอ้อยอิ่งในความมืด แต่คู่สนทนาที่เป็นเด็กหนุ่มหน้ามนยังคงขยับรอยยิ้มเย็น ไม่ยี่หระต่อแก๊สพิษที่สิงห์รมควันพ่นใส่ ดวงตาสีเข้มจับจ้องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เครื่องจิ๋วอย่างพิจารณา

                “เดี๋ยวนี้ของทุกอย่างเสียง่ายหมดเลยนะครับ”

                “งี้แหละ…ของจีนแดง ใช้ได้แป๊ปเดียวก็โยนลงถังขยะได้แล้ว” ชายวัยกลางคนยักไหล่ “จะไปเอาอะไรกับมันมาก เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว สามเดือนออกรุ่นใหม่ตลอด”

                “แต่ก็น่าจะทำให้คงทนกว่านี้หน่อย” คนฟังขมวดคิ้ว

                “ทำไงได้ ฐานการผลิตที่ถูกที่สุดคือหมอนั่น”

                “หวาง เหยา หรือครับ”

                “ไม่มีคนอื่นแล้วแหละ ค่าแรงถูก คนเยอะ นักลงทุนส่วนมากเลือกหมอนั่น”

                สิงห์อมควันบุ้ยใบ้ไปทางฟากซ้ายของบาร์ที่มีชายชาวจีนกำลังสนทนากับเพื่อนบ้านอย่างออกรส ใบหน้าอ่อนเยาว์ต่างกับความจริงลิบลับ

ว่าไปแล้ว… เขาไม่ชอบนั่งในที่มืดๆแบบนี้หรอก เพียงแต่บาร์แห่งนี้มันต่างจากที่อื่น

                ชายหนุ่มหรี่ตาลงอย่างมีเลศนัย เขาทำงานกับสถานทูตมาหลายสิบปี ข่าวสารรวดเร็วยิ่งกว่าจรวด แต่ช่วงนี้เป็นช่วงหยุดยาว คงไม่ผิดละมังถ้าเขาจะเข้ามาสังเกตการณ์เหล่าคนดัง

                ภาพเคลื่อนไหวในจอทีวีเรียกให้ทุกสายตาเบนไปทิศเดียวกัน ก่อนกลับสู่โลกของตน

                “แผ่นดินไหวอีกแล้ว” เด็กหนุ่มขยับรอยยิ้มจาง รู้ดีว่ามันสาหัสสากรรจ์ขนาดไหนเมื่อเผชิญหน้ากับธรรมชาติที่ไม่อาจควบคุมได้

                “โลกชักจะเพี้ยนไปใหญ่”

                “หรืออาจเป็นมนุษย์ที่หลงตัวเองเกินไปนะครับ”

                “เฮอะ… อย่าคุยเรื่องนี้เลย เปลี่ยนประเด็นเป็นหมอนั่นดีกว่า” คนแก่กว่าเบี่ยงประเด็น “สั่งไอซ์ออนเดอะร็อคมาแต่ไม่ยักแตะซักนิด ป่านนี้เหล้าเสียรสชาติหมดแล้ว ไม่รู้จะเครียดอะไรนักหนา”

                “เรื่องการเมืองละมังครับ”

                “การเมือง? เครียดทำไม มันอีรุงตุงนังมานานแล้วไม่ใช่หรือ เรื่องอำนาจไม่เข้าใครออกใคร นั่งบนบัลลังก์นานๆจะให้ลงก็กระไรอยู่ มนุษย์เป็นแบบนี้ทั้งนั้น”

                “งั้นคงเรื่องอื่น”

                “เรื่องอื่น… อ๋อ… เรื่องนั้นสินะ ไม่ได้มีส่วนได้เสียด้วยนี่ กังวลทำไม เว้นแต่จะมีอะไรมากกว่านั้น?”

                คู่สนทนาขยับรอยยิ้มจาง ไม่ยอมตอบคำถามใดๆแม้รู้คำตอบอยู่แก่ใจ!

                หัวข้อสนทนา…เป็นชายหนุ่มร่างสูง ดวงตาคมดุดุจพญาอินทรีจ้องแก้วเครื่องดื่มราวกับว่ามันคือปัญหาใหญ่ให้ขบคิด ไม่ว่าคนผ่านไปมาจะพยายามทักทาย เจ้าตัวก็ไม่ใส่ใจ เพียงแค่พยักหน้ารับแล้วเลยผ่านไป

                นภันต์…

 

                เสียงลมแทรกผ่านต้นไม้ใบหญ้าดังซอกแซกเป็นจังหวะน่าฟัง …ดอกแก้วขาวพิศุทธิ์ กลีบบอบบางราวเจียระไนค่อยร่วงหล่นจากช่อดอก สีขาวนวลโปรยปรายราวสายฝน อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ แมลงปอนับสิบฉวัดเฉวียนเหนือคุ้งน้ำ กลิ่นอายดินหอมกรุ่น พระอาทิตย์ซ่อนตัวหลังกลีบเมฆ ปักษานับสิบโผบินกลับรัง

                ฝ่ามือใหญ่แบออกรับดอกแก้วที่ร่วงลงมา ก่อนหยิบมาพิจารณาใกล้ๆ

                อดนึกถึงใครบางคนมิได้…

            “…ความจริงเรียกการะบุหนิงเพราะกว่า แต่เป็นภาษาชวา เราเชื่อกันว่า ดอกแก้วเป็นตัวแทนของความดีงาม มีคุณค่า สูงส่ง และเป็นสิริมงคล เขาว่าถ้าบ้านไหนปลูกแก้วไว้ จะเป็นคนมีใจบริสุทธิ์ มีคนนำดอกแก้วมาให้เราบ่อยๆ บอกว่าเหมือนกันดี แต่เราว่าไม่จริงหรอก ขืนเราเป็นการะบุหนิงเมื่อไหร่ ดอกไม้บนโลกคงหมดงามเป็นแน่”

                เขาชอบรอยยิ้มนั้น… รอยยิ้มที่ยามสงบสุขจะอ่อนโยน หากเข้มแข็งเมื่อต้องเผชิญกับสงคราม

 &nb